วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557


คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5

คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียกค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกำลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง


คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4

คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก(Very Large Scale Integration : VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ที่บรรจุทรานซิสเตอร์นับหมื่นนับแสนตัว ทำให้ขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงสามารถตั้งบนโต๊ะในสำนักงานหรือพกพาเหมือนกระเป๋าหิ้วไปในที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันระบบซอฟต์แวร์ก็ได้พัฒนาขีดความสามารถสูงขึ้นมาก มีโปรแกรมสำเร็จให้เลือกใช้กันมากทำให้เกิดความสะดวกในการใช้งานอย่างกว้างขวาง


                                                                       


คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3

คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ภายในมากมายทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์จะออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสร้างเป็นโปรแกรมย่อย ๆ ในการกำหนดชุดคำสั่งต่าง ๆ ทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีระบบควบคุมที่มีความสามารถสูงทั้งในรูประบบแบ่งเวลาการทำงานให้กับงานหลาย ๆ อย่าง


                



 
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 

คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ โดยมีแกนเฟอร์ไรท์เป็นหน่วยความจำ มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปของสื่อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก ส่วนทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีการพัฒนาดีขึ้น โดยสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล เป็นต้น ภาษาระดับสูงนี้ได้มีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน


ยุคของคอมพิวเตอร์



คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1
อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)




                                    มาร์ค วัน       








                                  อินิแอค                                                                                                   
 


ยูนิแวค

คอมพิวเตอร์

            คอมพิวเตอร์ (อังกฤษ: computer) หรือในภาษาไทยว่า คณิตกรณ์ เป็นเครื่องจักรแบบสั่งการได้ที่ออกแบบมาเพื่อดำเนินการกับลำดับตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ โดยอนุกรมนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อพร้อม ส่งผลให้คอมพิวเตอร์สามารถแก้ปัญหาได้มากมาย คอมพิวเตอร์ถูกประดิษฐ์ออกมาให้ประกอบไปด้วยความจำรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูล อย่างน้อยหนึ่งส่วนที่มีหน้าที่ดำเนินการคำนวณเกี่ยวกับตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์ และตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ และส่วนควบคุมที่ใช้เปลี่ยนแปลงลำดับของตัวดำเนินการโดยยึดสารสนเทศที่ถูกเก็บไว้เป็นหลัก อุปกรณ์เหล่านี้จะยอมให้นำเข้าข้อมูลจากแหล่งภายนอก และส่งผลจากการคำนวณตัวดำเนินการออกไป หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์มีหน้าที่ดำเนินการกับคำสั่งต่างๆ ที่คอยสั่งให้อ่าน ประมวล และเก็บข้อมูลไว้ คำสั่งต่างๆ ที่มีเงื่อนไขจะแปลงชุดคำสั่งให้ระบบและสิ่งแวดล้อมรอบๆ เป็นฟังก์ชันที่สถานะปัจจุบัน คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกถูกพัฒนาขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1940ค.ศ. 1945) แรกเริ่มนั้น คอมพิวเตอร์มีขนาดเท่ากับห้องขนาดใหญ่ ซึ่งใช้พลังงานมากเท่ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) สมัยใหม่หลายร้อยเครื่องรวมกันคอมพิวเตอร์ในสมัยใหม่นี้ผลิตขึ้นโดยใช้วงจร รวม หรือวงจรไอซี (Integrated circuit)โดยมีความจุมากกว่าสมัยก่อนล้านถึงพันล้านเท่าและขนาดของตัวเครื่องใช้พื้นที่เพียงเศษส่วนเล็กน้อยเท่านั้น คอมพิวเตอร์อย่างง่ายมีขนาดเล็กพอที่จะถูกบรรจุไว้ในอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์มือถือนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดเล็ก และหากจะมีคนพูดถึงคำว่า "คอมพิวเตอร์" มักจะหมายถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคสารสนเทศ อย่างไรก็ดี ยังมีคอมพิวเตอร์ชนิดฝังอีกมากมายที่พบได้ตั้งแต่ในเครื่องเล่นเอ็มพีสามจนถึงเครื่องบินบังคับ และของเล่นชนิดต่างๆ จนถึงหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

 ประเภทของคอมพิวเตอร์
 
            ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้ใช้วงจรเบ็ดเสร็จขนาดใหญ่มาก (very large scale integrated circuit) ซึ่งสามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ได้มากกว่าสิบล้านตัว เราสามารถแบ่งคอมพิวเตอร์ในรุ่นปัจจุบันออกเป็น 4 ประเภทดังต่อไปนี้
            ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)
                        ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก และมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ชนิดอื่น ๆ เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์มีราคาแพงมาก มีขนาดใหญ่ สามารถคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้หลายแสนล้านครั้งต่อวินาที และได้รับการออกแบบ เพื่อให้ใช้แก้ปัญหาขนาดใหญ่มากทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมซึ่งหากใช้คอมพิวเตอร์ชนิดอื่นๆ แก้ไขปัญหาประเภทนี้ อาจจะต้องใช้เวลาในการคำนวณหลายปีกว่าจะเสร็จสิ้น ในขณะที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เนื่องจากการแก้ปัญหาใหญ่ ๆ จะต้องใช้หน่วยความจำสูง ดังนั้น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จึงมีหน่วยความจำที่ใหญ่มาก ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มีหลายประเภท ตั้งแต่รุ่นที่มีหน่วยประมวลผล (processing unit) 1 หน่วย จนถึงรุ่นที่มีหน่วยประมวลผลหลายหมื่นหน่วยซึ่งสามารถทำงานหลายอย่างได้พร้อม ๆ กัน
            เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)
                        เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มีสมรรถภาพที่ต่ำกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาก แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายร้อยคนพร้อม ๆ กัน ฉะนั้น จึงสามารถใช้โปรแกรมจำนวนนับร้อยแบบในเวลาเดียวกันได้ โดยเฉพาะถ้าต่อเครื่องเข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถใช้ได้จากทั่วโลก ปัจจุบัน องค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เนื่องจากเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ถูกใช้งานมากในการบริการผู้ใช้พร้อม ๆ กัน เมนเฟรมคอมพิวเตอร์จึงต้องมีหน่วยความจำที่ใหญ่มาก
           

            มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)
                        มินิคอมพิวเตอร์ คือ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ๆ ซึ่งสามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ จึงทำให้มินิคอมพิวเตอร์เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลาง หรือสำหรับแผนกหนึ่งหรือสาขาหนึ่งขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น
            ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC)
                        ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กแบบขนาดตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น เช่น ขนาดสมุดบันทึก (notebook computer) และขนาดฝ่ามือ (palmtop computer) ไมโครคอมพิวเตอร์ได้เริ่มมีขึ้นในปีพ.ศ. 2518 ถึงแม้ว่าในระยะหลัง เครื่องชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพที่สูง แต่เนื่องจากมีราคาไม่แพงและมีขนาดกะทัดรัด ไมโครคอมพิวเตอร์จึงยังเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัว ไมโครคอมพิวเตอร์ได้ถูกออกแบบสำหรับใช้ที่บ้าน โรงเรียน และสำนักงานสำหรับที่บ้าน เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการทำงบประมาณรายรับรายจ่ายของครอบครัวช่วยทำการบ้านของลูกๆ การค้นคว้าข้อมูลและข่าวสาร การสื่อสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail หรือ E - mail) หรือโทรศัพท์ทางอินเทอร์เน็ต (internet phone) ในการติดต่อทั้งในและนอกประเทศ หรือแม้กระทั่งทางบันเทิง เช่น การเล่นเกมบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ สำหรับที่โรงเรียน เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการช่วยสอนนักเรียนในการค้นคว้าข้อมูลจากทั่วโลกสำหรับที่สำนักงาน เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการช่วยพิมพ์จดหมายและข้อมูลอื่นๆ เก็บและค้นข้อมูล วิเคราะห์และทำนายยอดซื้อขายล่วงหน้า
            โน้ตบุ๊ค (notebook or laptop)
                        โน้ตบุ๊ค คือ คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ ถูกออกแบบไว้เพื่อนำติดตัวไปใช้ตามที่ต่างๆ มีขนาดเล็ก และน้ำหนักเบา ในปัจจุบันมีขนาดพอๆกับสมุดที่ทำด้วยกระดาษ
            เน็ตบุ๊ค (netbook or laptop)
                        เน็ตบุ๊ค คือ คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กกว่าไมโครคอมพิวเตอร์และเล็กกว่าโน้ตบุ๊ค ถูกออกแบบไว้เพื่อนำติดตัวไปใช้ตามที่ต่างๆ มีขนาดเล็ก และน้ำหนักเบา

            อัลตร้าบุ๊ค (Ultrabook)
                        อัลตร้าบุ๊ค คือ คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กกว่าไมโครคอมพิวเตอร์และมีขนาดเท่ากับโน้ตบุ๊ค ถูกออกแบบไว้เพื่อนำติดตัวไปใช้ตามที่ต่างๆ และน้ำหนักเบากว่าโน้ตบุ๊ค และเน้นความสวยงาม ทันสมัย แปลกใหม่
            แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ (tablet computer)
                        แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า แท็บเล็ต คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ในขณะเคลื่อนที่ได้ ขนาดกลางและใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก มีคีย์บอร์ดเสมือนจริงหรือปากกาดิจิตอลในการใช้งานแทนที่แป้นพิมพ์คีย์บอร์ด และมีความหมายครอบคลุมถึงโน๊คบุ๊คแบบ convertible ที่มีหน้าจอแบบสัมผัสและมีแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดติดมาด้วยไม่ว่าจะเป็นแบบหมุนหรือแบบสไลด์ก็ตาม

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์มีประโยชน์กับเรามากมาย เช่น

1. การใช้งานภาครัฐ งานทะเบียนราษฎร์ของรัฐบาล เช่น การแจ้งเกิด ตาย ย้ายที่อยู่ การทำบัตรประจำตัวประชาชน งานภาษี เช่น ยื่นแบบประเมินภาษีภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต เก็บทะเบียนประวัติผู้เสียภาษี ตรวจสอบการเสียภาษี
2. งานสายการบิน การสำรองที่นั่งผู้โดยสาร การลดงานเอกสาร
3. ทางด้านการศึกษา สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การเรียนออนไลน์ให้กับผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล
4. ธุรกิจการนำเข้าสินค้าและส่งออก การทำธุรกิจแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
5. ธุรกิจธนาคาร ช่วยด้านงานข้อมูลธนาคาร รับ-จ่ายเงิน เก็บประวัติลูกค้า ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ
6. วิทยาศาสตร์และการแพทย์ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการรักษาของคนไข้ วิจัย คำนวณ และ การจำลองแบบ
7. งานสถาปนิก ช่วยออกแบบ เขียนแบบ หรือทำแบบจำลองสามมิติ
8. งานภาพยนตร์ การ์ตูน แอนิเมชัน ช่วยสร้างตัวการ์ตูนเคลื่อนไหว ออกแบบตัวการ์ตูน จำลองตัวการ์ตูนสามมิติ การตัดต่อภาพยนตร์
9. งานด้านสถิติ ช่วยเก็บบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ จำลองแบบข้อมูล และการเผยแพร่ข้อมูล
10.  ด้านนันทนาการ ช่วยให้ความบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง ร้องคาราโอเกะ เล่นเกม



พฤติกรรมและสิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม
พฤติกรรม
            กันยา สุวรรณแสง (2532)  ได้ ให้ความหมายของคำว่าพฤติกรรมไว้ว่า คือกิริยา อาการ บทบาท ลีลา ท่าที การประพฤติ ปฏิบัติ การกระทำที่แสดงออกให้ปรากฏสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทางใดทางหนึ่งของ ประสาทสัมผัสทั้งห้าซึ่งสามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือ

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม  กันยา สุวรรณแสง (2532)          
            1.พันธุกรรม คือ การถ่ายทอดบุคลิกลักษณะจากปู่ ย่า ตา ยาย พ่อแม่สู่ลูกหลาน มีลักษณะทางกายและทางสติปัญญา
            2.สิ่งแวดล้อม  หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเป็นสิ่งเร้ากระตุ้นให้บุคคลแสดงออกโต้ตอบในลักษณะต่างๆ กันซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ได้แก่
                     2.1.สิ่งแวดล้อมทางบ้าน เช่น การอบรมเลี้ยงดู ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว  บรรยากาศภายในบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็กมาก
                        2.2.สิ่งแวดล้อมทางโรงเรียน  อันได้แก่  ครูอาจารย์ เพื่อนนักเรียน  สภาพบรรยากาศภายในโรงเรียน
               2.3.สิ่งแวดล้อมทางชุมชน  ได้แก่ ขนบธรรมเนียม สื่อสารมวลชนต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม
                       2.4.วัฒนธรรม คนที่อยู่ในชั้นของสังคมที่แตกต่างกัน มีพื้นฐานทางสังคมที่แตกต่างกัน  จะมีพฤติกรรมต่างกัน เพศ อายุ ความเชื่อ ค่านิยม ฯลฯ
                        2.5.ภูมิประเทศ มีอิทธิพลโน้มนำให้ลักษณะนิสัยใจคอและพฤติกรรมต่างกัน

การจูงใจให้เกิดพฤติกรรม
            พฤติกรรมเป็นผลมาจากมนุษย์แสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้า  หรือแรงจูงใจ พฤติกรรมบางอย่างมีแรงจูงใจหลายอย่างรวมกัน  ซึ่งปัจจัยในการจูงใจให้เกิดพฤติกรรม  กันยา สุวรรณแสง (2532)         ได้แก่
            1. แรงจูงใจทางกาย   เป็นแรงจูงใจที่เกิดจากความต้องการทางร่างกาย เช่น ความหิว ความกระหาย
            2. แรงจูงใจทางสังคม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการเรียนรู้ อาจแบ่งออกได้หลายอย่าง    ดังนี้
                        2.1.แสดงความต้องการทางสังคมที่คล้อยตามขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมของชุมชนของตน
                        2.2.ความต้องการอย่างเดียวกัน อาจทำให้คนเรามีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน  เช่น เมื่อต้องการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม บางคนเข้าห้องสมุด ในขณะที่บางคนค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต
                        2.3.พฤติกรรมอย่างเดียวกันอาจเนื่องมาจากความต้องการที่แตกต่างกันได้ เช่น บางคนชอบใช้อินเตอร์เน็ตเพราะต้องการหาความรู้ ในขณะที่บางคนต้องการความบันเทิง
                        2.4.พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง   อาจสนองความต้องการได้มากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน  เช่น นักเรียนที่ใช้อินเตอร์เน็ตเพราะต้องการข่าวสารข้อมูล และความเพลิดเพลินอย่างไรก็ตามสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา  ซึ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่น  ยังมีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมอีก   ดังนี้

1. ปัจจัยทางบ้าน   เนื่องจากนักเรียนใช้เวลาอยู่บ้านเป็นส่วนมาก   ปัจจัยทางบ้านจึงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของนักเรียนวัยรุ่นเป็นอย่างมากสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่และเกิดขึ้นในบ้านล้วนส่งผลถึงพฤติกรรม เช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว จำนวนสมาชิกภายในบ้าน ความพร้อมของครอบครัว    ฐานะทางเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก   เป็นต้น

2. ปัจจัยทางโรงเรียน   เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของนักเรียนเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่านักเรียนจะใช้เวลาอยู่โรงเรียนน้อยกว่าอยู่บ้าน แต่โรงเรียนก็เป็นสถานที่ ที่นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ปัจจัยทางโรงเรียน เช่น ประเภทของโรงเรียน ขนาดของโรงเรียน ชื่อเสียงของโรงเรียน สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน

3. ปัจจัยทางชุมชน   ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่งการที่นักเรียนได้อยู่ในท่ามกลางชุมชนแบบใด   ก็จะมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมตามแบบอย่างที่ได้พบเห็น ปัจจัยทางชุมชน เช่น ขนาดของชุมชน ที่ตั้งและสภาพแวดล้อม เป็นต้น

4.  เพื่อนถือได้ว่าเป็นอิทธิพลที่สำคัญที่สุดของวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการ การยอมรับจากกลุ่มเพื่อน   สังคมของวัยรุ่นส่วนใหญ่จึงเป็นสังคมของเพื่อน โดยอิทธิพลของกลุ่มเพื่อน

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

รมว.ไอซีที มอบนโยบายการป้องกัน-ปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ




รมว.ไอซีที มอบนโยบายการป้องกัน-ปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ


           นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “นโยบายและแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ” ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 5 ชั้น 5 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ในวันที่ 24 กันยายน 2557 ว่า กระทรวงไอซีทีตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติ ตามคำแถลงนโยบายด้านความมั่นคงแห่งรัฐแก่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ ปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาอาชญากรรม ข้ามชาติ ที่สามารถส่งผลกระทบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยบนไซเบอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ 


           ทั้งนี้ ตามนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงไอซีที มี 2 ด้านด้วยกัน คือ ด้านการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งกระทรวงฯ จะดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมาย ทางสังคมและจิตวิทยา และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงการเสริมสร้างการตระหนักรู้ และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สำหรับด้านการรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber Crime) ถูกกำหนดเป็น 1 ใน 8 ของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่สำคัญของอาเซียน กระทรวงฯ ตระหนักถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการทำสงครามไซเบอร์ อันหมายถึงการกระทำของรัฐ เพื่อแทรกซึมไปยังระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายล้างและสร้างความแตกแยก ซึ่งมีรูปแบบการกระทำต่างๆ การโจรกรรมทางไซเบอร์ การทำลายเว็บไซต์ การโฆษณาชวนเชื่อ การรบกวนเครื่องมือและอุปกรณ์สื่อสาร การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะ ระบบการเงิน การธนาคาร ระบบการสื่อสาร ด้านการแพทย์ การฝังหรือซ่อนโปรแกรมการประสงค์ร้าย และการล้วงความลับ เป็นต้น


          ปัจจุบัน กระทรวงไอซีทีในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย ได้มีการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในการดำเนินการเฝ้าระวัง รับเรื่องราวร้องทุกข์ ติดตามและการดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจับกุมผู้กระทำความผิดที่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ. รวมทั้งมีศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security Operation Center: CSOC) ดำเนินการเฝ้าระวังเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม รองรับภัยคุกคามด้านสารสนเทศในระดับประเทศตลอด 24 ชั่วโมง และหมายเลขสายด่วน 1212 ให้ประชาชนแจ้งข้อมูล เบาะแส นอกจากนี้ยังมีกลุ่มงานวิเคราะห์และพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์ (Computer Forensic) และฝ่ายกฎหมายที่ร่วมกับพนักงานสอบสวนในการออกหมายจับ หมายค้น ร่วมดำเนินการจับกุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในกรณีพบเบาะแสหรือมีเหตุควรสงสัย หรือมีหลักฐานตามสมควรที่จะสามารถเอาผิดกับผู้ต้องสงสัยได้ ตลอดจนมีศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือ ThaiCERT (Thai Computer Emergency Response Team) ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หน่วยงานในกำกับกระทรวงฯ


                 ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และรับมือภัยคุกคามด้านสารสนเทศ การจัดการสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์ (Incident Handling) เป็นต้น ที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมราชองครักษ์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงกับต่างประเทศ เช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศอินเดีย เป็นต้น


             อย่างไรก็ตาม จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 พบว่า การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวปรากฏประเด็นปัญหาในการปฏิบัติ อันเนื่องมาจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ฐานความผิดที่กำหนดในกฎหมายปัจจุบันไม่ครอบคลุมถึงรูปแบบการกระทำความผิดที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ปัจจุบันไม่สามารถเอาผิดกับผู้ที่ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมากให้กับผู้อื่นได้ (Spam mail) เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้มีความผิดต่อเมื่อมีการปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่กฎหมายไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ก่อให้เกิดผลกระทบกับทั้งผู้ให้บริการ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตทั่วไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงพัฒนากฎหมาย แต่การปรับปรุงกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความเป็นสากลและสามารถบังคับใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันต้องตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการติดต่อสื่อสารด้วย


           ดังนั้น กระทรวงฯ จึงได้จัดการสัมมนา “นโยบายและแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ” ครั้งนี้ขึ้น เพื่อชี้แจงนโยบายและแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสำนักงานปลัดกระทรวงไอซีทีให้เครือข่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) กอ.รมน. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ฯ รวมกว่า 100 คน ได้รับทราบ และเพื่อบูรณาการแนวทางการบริหารจัดการเกี่ยวกับการระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Social network) ร่วมกับเครือข่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้องดังกล่าว รวมทั้งเพื่อพิจารณาแนวทางการปรับปรุงข้อกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ฯ ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยผลจากการสัมมนาฯ ครั้งนี้จะทำให้กระทรวงไอซีทีและเครือข่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน  


           “กระทรวงฯ ถือว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการสนับสนุนการเกิดนวัตกรรมทางธุรกิจ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดความน่าเชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ในอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเกิดความมั่นคงปลอดภัย และสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามนโยบายของรัฐบาล” นายพรชัยฯ กล่าว


ที่มา : http://goo.gl/xbqyAb